อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมอง จำหลัก BE FAST ให้ขึ้นใจ เพราะทุกนาทีคือเนื้อสมอง
โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่หลายคนเรียกว่า “สโตรค” เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กะทันหัน บางครั้งเริ่มจากอาการเล็ก ๆ ที่ดูไม่น่ากังวล เช่น มือชาข้างเดียว หรือพูดติดขัดไปชั่วครู่ แต่เบื้องหลังอาการเหล่านั้นคือเซลล์สมองที่กำลังขาดเลือดและเสียหายไปทุกนาที
ความแตกต่างระหว่างผู้ป่วยที่กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม กับผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นไปตลอด จึงมักขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว คือ คนรอบข้างจำอาการได้เร็วแค่ไหน และพาผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลทันเวลาหรือไม่
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร
โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
- หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากลิ่มเลือดหรือไขมันอุดกั้นหลอดเลือด ทำให้สมองส่วนนั้นขาดออกซิเจน
- หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากหลอดเลือดเปราะหรือโป่งพองแล้วแตก เลือดออกในเนื้อสมอง มักสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
ทั้งสองแบบเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยด้วยการตรวจภาพสมองที่โรงพยาบาลเท่านั้น
จำหลัก BE FAST สังเกตอาการเตือน 6 ข้อ
หลัก BE FAST เป็นวิธีจำง่าย ๆ ที่ใช้กันทั่วโลก หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ให้สงสัยโรคหลอดเลือดสมองไว้ก่อน
- B – Balance (การทรงตัว): เวียนศีรษะ เดินเซ ทรงตัวไม่ได้อย่างฉับพลัน
- E – Eyes (การมองเห็น): ตามัว มองไม่เห็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือเห็นภาพซ้อนทันที
- F – Face (ใบหน้า): ให้ลองยิ้ม หากมุมปากตกหรือหน้าเบี้ยวข้างหนึ่ง
- A – Arm (แขน): ให้ยกแขนสองข้างขึ้นพร้อมกัน หากแขนข้างหนึ่งตกลงหรือยกไม่ขึ้น มีอาการชาหรืออ่อนแรงซีกเดียว
- S – Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือฟังคำพูดคนอื่นไม่เข้าใจ
- T – Time (เวลา): จดเวลาที่เริ่มมีอาการ แล้ว โทร 1669 ทันที
ทำไม 4.5 ชั่วโมงแรกจึงสำคัญที่สุด
สำหรับหลอดเลือดสมองตีบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งโดยทั่วไปต้องให้ภายในประมาณ 4.5 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เริ่มมีอาการ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาใช้สายสวนลากลิ่มเลือดออกได้ในกรอบเวลาที่นานกว่านั้น ขึ้นกับผลการตรวจ
เพราะเหตุนี้ เวลาที่เริ่มมีอาการ จึงเป็นข้อมูลที่แพทย์ต้องการมากที่สุด หากผู้ป่วยตื่นนอนมาแล้วมีอาการ ให้นับเวลาที่เห็นผู้ป่วยปกติครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เวลาที่ตื่น
การเรียกรถพยาบาลผ่าน 1669 ยังดีกว่าขับรถไปเอง เพราะเจ้าหน้าที่สามารถประเมินอาการระหว่างทาง และประสานโรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Fast Track) ให้เตรียมรับผู้ป่วยไว้ล่วงหน้า
สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำระหว่างรอรถพยาบาล
สิ่งที่ควรทำ
- จัดให้ผู้ป่วยนอนราบ ศีรษะสูงเล็กน้อย หากอาเจียนให้ตะแคงหน้าเพื่อป้องกันการสำลัก
- คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น และอยู่กับผู้ป่วยตลอดเวลา
- เตรียมรายการยาที่ผู้ป่วยใช้ประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- ห้ามให้ผู้ป่วยกินน้ำ อาหาร หรือยาใด ๆ ทางปาก เพราะอาจกลืนลำบากและสำลักเข้าปอด
- ห้ามใช้เข็มเจาะปลายนิ้วหรือบีบนวดตามความเชื่อ เพราะทำให้เสียเวลาโดยไม่ช่วยอะไร
- อย่ารอดูอาการว่าจะหายเอง แม้อาการจะดีขึ้นภายในไม่กี่นาที เพราะอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดสโตรคจริงตามมา
ใครเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย และอายุที่มากขึ้น ผู้ที่เคยเป็นสโตรคหรือ TIA มาก่อนก็มีโอกาสเป็นซ้ำสูงกว่าคนทั่วไป การตรวจสุขภาพและควบคุมโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่องจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด
หลังพ้นภาวะฉุกเฉิน การฟื้นฟูคือก้าวต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กัน
เมื่อแพทย์รักษาจนอาการคงที่แล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากยังมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก พูดลำบาก หรือกลืนลำบากหลงเหลืออยู่ ช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเกิดสโตรค หรือที่เรียกว่า ช่วงเวลาทอง (Golden Period) เป็นช่วงที่สมองตอบสนองต่อการฝึกได้ดีที่สุด การเริ่มฟื้นฟูอย่างเข้มข้นและถูกวิธีตั้งแต่ช่วงนี้จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น
AGY Rehab Center ศูนย์ฟื้นฟูในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุ KMC ดูแลผู้ป่วยหลังสโตรคโดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และพยาบาล 24 ชั่วโมง พร้อมเทคโนโลยีฟื้นฟูที่ทันสมัย
ปรึกษาทีมฟื้นฟูฟรี หากคนที่คุณรักเพิ่งผ่านโรคหลอดเลือดสมอง โทร 02-109-4241 หรือ LINE @Agyhero เพื่อประเมินอาการและวางแผนฟื้นฟูให้ทันช่วงเวลาทอง
คำถามที่พบบ่อย
อาการเตือนสโตรคหายไปเองภายในไม่กี่นาที ต้องไปโรงพยาบาลไหม
ต้องไป อาการที่หายเองอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองจริงในเวลาไม่นาน ควรพบแพทย์โดยเร็วเพื่อหาสาเหตุและป้องกัน
ถ้าเลยเวลา 4.5 ชั่วโมงไปแล้ว ยังควรไปโรงพยาบาลหรือไม่
ควรไปทันที แม้จะเลยกรอบเวลาของยาละลายลิ่มเลือดไปแล้ว แพทย์ยังสามารถให้การรักษาอื่นเพื่อลดความเสียหายของสมองและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้
โทร 1669 ต่างจากขับรถไปเองอย่างไร
เจ้าหน้าที่ 1669 ประเมินอาการเบื้องต้นและประสานโรงพยาบาลที่มีระบบ Stroke Fast Track ให้เตรียมพร้อมก่อนผู้ป่วยไปถึง ทำให้ได้รับการตรวจและรักษาเร็วขึ้น
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษา หากมีอาการผิดปกติโปรดปรึกษาแพทย์ทันที