ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ครึ่งซีกหลังสโตรค จะกลับมาเดินได้ไหม และต้องผ่านอะไรบ้าง

“คุณแม่จะกลับมาเดินได้อีกไหมคะ” เป็นคำถามที่ทีมฟื้นฟูได้ยินบ่อยที่สุดจากครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ผู้ป่วยแต่ละรายฟื้นตัวได้ไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่ครอบครัวควบคุมได้ คือการเริ่มฟื้นฟูให้เร็ว ฝึกให้มากพอ และฝึกให้ถูกวิธี

อัมพฤกษ์กับอัมพาตต่างกันอย่างไร

  • อัมพฤกษ์ (Hemiparesis) คือกล้ามเนื้อแขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง แต่ยังพอขยับได้บ้าง
  • อัมพาต (Hemiplegia) คือกล้ามเนื้อซีกนั้นขยับไม่ได้เลย

ทั้งสองภาวะเกิดจากสมองซีกตรงข้ามได้รับความเสียหาย เช่น สมองซีกซ้ายเสียหาย จะทำให้แขนขาด้านขวาอ่อนแรง ผู้ป่วยบางรายเริ่มจากอัมพาตแล้วค่อย ๆ ฟื้นมาเป็นอัมพฤกษ์ได้เมื่อได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสม

สมองฟื้นตัวได้อย่างไร

สมองมีความสามารถในการปรับตัวและสร้างเส้นทางประสาทใหม่ทดแทนส่วนที่เสียหาย เรียกว่า Neuroplasticity กระบวนการนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อผู้ป่วยได้ฝึกการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องซ้ำ ๆ ในปริมาณที่มากพอ และทำงานได้ดีเป็นพิเศษในช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเกิดสโตรค ที่เรียกว่า ช่วงเวลาทอง (Golden Period)

หลังพ้นช่วงนี้ ผู้ป่วยยังฟื้นตัวได้ แต่มักช้าลงและต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแนะนำให้เริ่มฟื้นฟูทันทีที่อาการทางการแพทย์คงที่

4 ระยะของการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์ครึ่งซีก

ระยะที่ 1: ฟื้นฟูบนเตียง

เป้าหมายคือป้องกันภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การจัดท่านอนที่ถูกต้อง การพลิกตัวป้องกันแผลกดทับ การขยับข้อป้องกันข้อติด ดูแลไหล่ข้างที่อ่อนแรงไม่ให้หลุดหรือปวด และฝึกการหายใจ

ระยะที่ 2: ฝึกนั่งและทรงตัว

ฝึกลุกนั่งจากเตียง นั่งทรงตัวโดยไม่พิง ลงน้ำหนักบนแขนข้างที่อ่อนแรง และฝึกการย้ายตัวจากเตียงไปเก้าอี้หรือรถเข็นอย่างปลอดภัย

ระยะที่ 3: ฝึกยืนและเดิน

ฝึกยืนลงน้ำหนักสองขา ฝึกก้าวเดินโดยมีอุปกรณ์ช่วย ในระยะที่ขายังรับน้ำหนักได้ไม่ดี หุ่นยนต์ช่วยเดิน (Robotic Gait Training) ช่วยพยุงน้ำหนักและกำหนดจังหวะการก้าวให้ใกล้เคียงการเดินปกติ ทำให้ผู้ป่วยฝึกก้าวได้จำนวนมากขึ้นอย่างปลอดภัย

ระยะที่ 4: ฝึกมือและกิจวัตรประจำวัน

นักกิจกรรมบำบัดฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กและการใช้มือ เช่น การหยิบจับ ตักอาหาร แปรงฟัน ติดกระดุม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด

ทั้ง 4 ระยะไม่ได้แยกขาดจากกัน ผู้ป่วยแต่ละรายอาจฝึกหลายด้านไปพร้อมกัน ตามแผนที่แพทย์และนักบำบัดออกแบบเฉพาะบุคคล

ปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสฟื้นตัว

  • ตำแหน่งและขนาดของสมองที่เสียหาย
  • ระยะเวลาที่เริ่มฟื้นฟู ยิ่งเร็ว ยิ่งมีโอกาสดี
  • ความเข้มข้นและความต่อเนื่องของการฝึก
  • โรคประจำตัว เช่น ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ที่ต้องควบคุมให้ดี
  • ภาวะซึมเศร้าหลังสโตรค ซึ่งพบได้บ่อยและทำให้ผู้ป่วยไม่อยากฝึก
  • กำลังใจและการมีส่วนร่วมของครอบครัว

ทำไมการฟื้นฟูแบบเข้มข้นที่ศูนย์จึงต่างจากการฝึกเองที่บ้าน

การฝึกที่บ้านมีข้อดีเรื่องความคุ้นเคย แต่ในช่วงเวลาทอง ผู้ป่วยหลายรายต้องการการฝึกที่มากกว่าวันละครั้ง ต้องการเครื่องมือที่บ้านทั่วไปไม่มี และต้องการทีมที่ประเมินและปรับแผนได้ตลอดเวลา

AGY Rehab Center ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุ KMC ดูแลผู้ป่วยสโตรคโดยทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และพยาบาล 24 ชั่วโมง ผสานเทคโนโลยีฟื้นฟูที่ทันสมัย ร่วมกับการดูแลด้วยแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีนภายใต้การพิจารณาของแพทย์ และมีแพ็คเกจฟื้นฟูสโตรคที่เริ่มได้ตั้งแต่ช่วง Golden Period

ประเมินอาการผู้ป่วยสโตรคฟรี โทร 02-109-4241 หรือ LINE @Agyhero ทีมของเราจะช่วยวางเป้าหมายการฟื้นฟูที่เหมาะกับผู้ป่วยของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยสโตรคที่เป็นมานานเกิน 6 เดือน ยังฟื้นฟูได้ไหม

ยังฟื้นฟูได้ แม้การฟื้นตัวอาจช้าลง การฝึกอย่างต่อเนื่องยังช่วยให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น ทรงตัวดีขึ้น และช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

หุ่นยนต์ช่วยเดินเหมาะกับผู้ป่วยทุกคนไหม

ไม่ใช่ทุกราย แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะประเมินความเหมาะสม เช่น ความคงที่ของสัญญาณชีพ ข้อต่อ และความพร้อมของผู้ป่วย ก่อนกำหนดในแผนฟื้นฟู

ใช้เวลาฟื้นฟูนานเท่าไรจึงจะเห็นผล

แตกต่างกันในแต่ละราย บางรายเห็นความก้าวหน้าในไม่กี่สัปดาห์ ทีมฟื้นฟูจะประเมินซ้ำเป็นระยะและแจ้งความคืบหน้าให้ครอบครัวทราบ

หมายเหตุ: ผลการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย บทความนี้ไม่ใช่การรับประกันผลการรักษา